ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของเครื่อง CNC: ความเสี่ยงและแนวทางการป้องกันในยุค Industry 4.0
- NEWS AND EVENTS

- 14 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
บทนำ
ในยุคที่ Industry 4.0 ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิต เครื่องจักร CNC (Computer Numerical Control) ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายในการจัดการ (Digital Manufacturing / Smart Factory) อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อนี้ได้สร้างประตูใหม่สำหรับ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ที่โรงงานอุตสาหกรรมไม่อาจมองข้ามได้

🚨 จุดอ่อนสำคัญของระบบ CNC
เครื่อง CNC หลายรุ่นถูกออกแบบมาก่อนที่ภัยไซเบอร์จะรุนแรงเหมือนในปัจจุบัน ทำให้มีจุดอ่อนด้านความปลอดภัยโดยกำเนิด:
โปรโตคอลเก่าและไม่ปลอดภัย: ระบบยังคงใช้โปรโตคอลที่ล้าสมัยและไม่มีการเข้ารหัส เช่น SMB1, FTP, และ Telnet ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายแบบเปิด ทำให้แฮกเกอร์สามารถดักจับข้อมูล (Man-in-the-Middle) หรือเข้าถึงไฟล์ได้ง่าย
ระบบปฏิบัติการล้าสมัย: ระบบปฏิบัติการ (OS) หรือเฟิร์มแวร์บางตัวไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัย หรือไม่รองรับฟังก์ชันการเข้ารหัสที่จำเป็นต่อการป้องกันภัยคุกคามสมัยใหม่
การตั้งค่าที่ไม่รัดกุม: การใช้ รหัสผ่านง่าย หรือ รหัสผ่านค่าเริ่มต้น (default password) ที่ผู้ผลิตตั้งมา เป็นช่องโหว่ที่เปิดให้เครื่องถูกโจมตีผ่านการเดารหัสผ่านได้ในทัน
💥 ช่องโหว่และผลกระทบร้ายแรง เครื่อง CNC มีช่องโหว่ ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมีดังนี้:
ช่องโหว่ | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น |
การแชร์ไฟล์แบบไม่เข้ารหัส (SMB/FTP) | การรั่วไหลของทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะไฟล์ G-code ซึ่งเป็นสูตรการผลิตสำคัญ |
การใช้ USB Drive หรือ External Storage ที่ไม่ตรวจสอบ | เป็นพาหะนำ มัลแวร์ หรือ ไวรัส เข้าสู่เครื่อง CNC และเครือข่ายภายใน |
ขาดการแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Segmentation | หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งติดมัลแวร์ มัลแวร์จะสามารถแพร่กระจายไปยังเครื่อง CNC หรือระบบควบคุมอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว (Lateral Movement) |
ผลกระทบของการโจมตี:
การเข้าควบคุมระยะไกล (Remote Code Execution): ผู้บุกรุกสามารถควบคุมการทำงานของเครื่อง CNC โดยตรง ทำให้ผลิตชิ้นงานผิดพลาดหรือเสียหาย
การขัดขวางการผลิต (Denial of Service / DoS): การทำให้เครื่องหยุดทำงาน ซึ่งส่งผลให้ กระบวนการผลิตหยุดชะงัก และ สูญเสียรายได้ มหาศาล
ความเสียหายต่ออุปกรณ์: ในกรณีร้ายแรง การควบคุมเครื่องผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเสียหายทางกายภาพต่อเครื่องจักรและชิ้นงาน
✅ แนวทางการป้องกันและมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย
เนื่องจากเครื่อง CNC เก่าหลายรุ่นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับเครือข่ายสมัยใหม่ การใช้มาตรการป้องกันเสริมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง:
อัปเกรดโปรโตคอลการสื่อสาร:
ปิดการใช้งาน SMB1 และเปลี่ยนไปใช้ SMB2/3 เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการแชร์ไฟล์
ใช้ SFTP (SSH File Transfer Protocol) หรือ FTPS (FTP Secure) แทน FTP ปกติ
การแยกเครือข่าย (Network Segmentation):
แยกเครือข่ายสำหรับเครื่อง CNC (Operational Technology - OT) ออกจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำนักงานทั่วไป (Information Technology - IT)
ใช้ Firewall หรือ VPN เพื่อควบคุมและจำกัดการเข้าถึงจากภายนอกหรือเครือข่ายทั่วไปอย่างเข้มงวด
การจัดการระบบและผู้ใช้งาน:
ตรวจสอบและอัปเดต ระบบปฏิบัติการ, ซอฟต์แวร์ DNC, และ เฟิร์มแวร์ ของเครื่องให้ทันสมัยอยู่เสมอ
บังคับใช้ รหัสผ่านที่ปลอดภัย และมีการเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ
ใช้หลักการ Least Privilege โดยจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้ให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
การเฝ้าระวังและการตอบสนอง:
พิจารณาใช้ CNC Security Monitoring หรือ Industrial Control System (ICS) Security Solutions เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติหรือความพยายามในการโจมตีแบบเรียลไทม์
โรงงานที่วางแผนเชื่อมต่อเครื่อง CNC กับเครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ต ควรดำเนินการ ประเมินความเสี่ยงด้าน Cybersecurity อย่างละเอียด และกำหนด นโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับระบบ OT โดยเฉพาะ เพื่อปกป้องทั้งทรัพย์สินทางปัญญาและการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง
🚨 ตัวอย่างเหตุการณ์และผลกระทบจากการโจมตีเครื่อง CNC
หากโรงงานอุตสาหกรรมไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ เหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์อาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ โดยมีตัวอย่างที่สำคัญดังนี้:
1. 📂 การรั่วไหลของทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Theft)
สถานการณ์:
ผู้โจมตีสแกนเครือข่ายของโรงงานและพบว่าเครื่อง CNC ใช้โปรโตคอล FTP ในการรับส่งไฟล์ G-code โดยไม่มีการเข้ารหัส และใช้รหัสผ่านที่เดาง่ายหรือรหัสผ่านค่าเริ่มต้น
ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครื่อง CNC ผ่านเครือข่าย โดยใช้เครื่องมือพื้นฐานเพื่อดักจับการสื่อสารหรือเข้าสู่ระบบ FTP
ผลกระทบ:
การสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน: ผู้โจมตีขโมยไฟล์ G-code ซึ่งเป็น "สูตรการผลิต" ของชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูง (เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์หรืออากาศยาน)
การผลิตสินค้าลอกเลียนแบบ: คู่แข่งสามารถนำ G-code นี้ไปผลิตสินค้าลอกเลียนแบบได้ทันที ทำให้บริษัทสูญเสียยอดขายและชื่อเสียง
2. ⚠️ การทำลายกระบวนการผลิต (Production Disruption/Sabotage)
สถานการณ์:
พนักงานคนหนึ่งใช้ USB Drive ส่วนตัวที่ติด มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือมัลแวร์ทำลายล้างเพื่อถ่ายโอนโปรแกรมไปยังเครื่อง CNC
เนื่องจากเครือข่ายไม่มีการแยกส่วน (Network Segmentation) มัลแวร์จึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังระบบควบคุม CNC และเซิร์ฟเวอร์ DNC ของเครื่องจักรอื่น ๆ ในโรงงาน
ผลกระทบ:
เครื่องจักรหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง: มัลแวร์เข้ารหัสหรือลบไฟล์ระบบที่จำเป็นต่อการทำงานของเครื่อง CNC และระบบควบคุมทั้งหมด
ค่าใช้จ่ายสูงในการกู้คืน: โรงงานต้องจ่ายค่าไถ่ หรือต้องหยุดสายการผลิตเป็นเวลาหลายวัน/สัปดาห์ เพื่อทำความสะอาดระบบ (Clean Slate) และกู้คืนข้อมูล
ความเสียหายทางกายภาพ: ในกรณีของมัลแวร์ทำลายล้าง (เช่น Stuxnet-like malware) มัลแวร์อาจสั่งการให้เครื่อง CNC ทำงานด้วยความเร็วหรือตำแหน่งที่ผิดปกติอย่างจงใจจนทำให้ แกนหมุน (Spindle) หรือ เครื่องมือ (Tooling) ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
📉 การทำให้คุณภาพสินค้าลดลงอย่างเงียบ ๆ (Silent Quality Degradation)
สถานการณ์:
ผู้โจมตีเข้าถึงไฟล์ G-code บนเครื่อง CNC ผ่านช่องโหว่ของโปรโตคอล SMB1 ที่ไม่ได้เข้ารหัสและแก้ไขได้อย่างง่ายดาย
แทนที่จะทำลายเครื่องจักรโดยตรง ผู้โจมตีทำการ เปลี่ยนแปลงค่าชดเชยเครื่องมือ (Tool Compensation) หรือ ค่าพารามิเตอร์ ใน G-code เพียงเล็กน้อย (เช่น $0.005$ มิลลิเมตร)
ผลกระทบ:
สินค้ามีตำหนิ: ชิ้นส่วนที่ผลิตออกมายังคงดูปกติ แต่มีขนาดหรือความแม่นยำที่ ผิดเพี้ยนไปจากค่ามาตรฐาน เพียงเล็กน้อย
การตรวจสอบคุณภาพล้มเหลว: โรงงานอาจไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ในทันที ทำให้เกิดการผลิตชิ้นส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นจำนวนมาก
ความเสียหายต่อชื่อเสียงและค่าใช้จ่ายในการเรียกคืน: ต้องเรียกคืนสินค้า (Recall) หรือต้องทิ้งชิ้นส่วนที่มีตำหนิเหล่านั้น ทำให้เกิดความสูญเสียด้านวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการรับประกันคุณภาพมหาศาล
เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัยของเครื่อง CNC ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ข้อมูล แต่ยังกระทบต่อ การดำเนินงาน, คุณภาพผลิตภัณฑ์, ทรัพย์สินทางการเงิน และความปลอดภัยทางกายภาพ ของโรงงานโดยตรง
❓ ทำไมต้องใช้ OT-Max?
OT-Max เป็นโซลูชันที่ช่วย เชื่อมต่อโลกของ OT (Operational Technology) และ IT (Information Technology) ได้อย่างปลอดภัย รองรับการทำงานกับเครื่องจักรหลากหลายชนิด และช่วยแปลงข้อมูลให้พร้อมใช้งานในระบบดิจิทัลของโรงงาน จึงเหมาะสำหรับองค์กรที่กำลังก้าวสู่การเป็น Smart Factory และต้องการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในชั้นการผลิต
แยกเครือข่ายเครื่องจักรออกจากเครือข่าย
เครื่อง CNC มักทำงานบนโปรโตคอลเก่าที่ไม่ปลอดภัย (เช่น SMB1, FTP) ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโจมตี
OT-Max ทำหน้าที่เป็นตัวกั้นกลาง ที่ช่วยให้เชื่อมต่อได้โดยไม่เปิดช่องโหว่
ไม่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเดิม
สามารถติดตั้งได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของเครื่อง CNC
เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
สามารถเก็บข้อมูลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Data Collection) เพื่อนำไปวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการผลิต และลดเวลาเครื่องหยุด
เตรียมความพร้อมสู่ Smart Factory
ด้วยการแปลงข้อมูลเป็น OPC UA ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในระบบ IoT, MES, หรือ ERP ได้ง่าย
หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราเพื่อสอบถาม ได้ตลอดเวลา โทร 062 252 3655
เครดิตสำหรับอ้างอิง
Trend Micro, CNC Machine Security Risks Part 1, 2022.

